แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อยากรู้ อยากเรียน : การสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเด็กไืทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อยากรู้ อยากเรียน : การสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเด็กไืทย แสดงบทความทั้งหมด

สพฐ.เปิดจำนวนรับนักเรียนชั้นม.1 โรงเรียนดังในเขตกทม.



UploadImage

สพฐ.เปิดจำนวนรับนักเรียนชั้นม.1 โรงเรียนดังในเขตกทม. โดยโรงเรียนยอดฮิต อาทิสวนกุหลาบวิทยาลัย ปีนี้รับ 400 คน สอบคัดเลือกฯในเขตพื้นที่บริการ 50% สอบคัดเลือกฯทั่วไป 50%ส่วน โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย รับ 300 คน โรงเรียนสตรีวิทยา รับ 350 คนและโรงเรียนหอวัง รับ 722 คน

ว่าด้วยระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเด็กไทย (ตอนที่ 2 ตอนจบ)

UploadImage
 

 
         จากตอนที่1 ที่ได้เล่าถึงประวัติและวิวัฒนาการของการสอบเข้าสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทย ซึ่งในช่วงแรกใช้ระบบ Entrance และได้เปลี่ยนมาเป็นระบบ Admission จากนั้นก็ปรับเปลี่ยนรูปแบบของ Admission อยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นมีการนำสัดส่วน O-NET และ A-NET มาใช้ หรือแม้แต่ในปัจจุบันระบบ Admission ได้มีการปรับการสอบ A-NET ให้เป็นเป็นGAT และPATเพื่อให้มีความ เป็นสากล ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของระบบสอบเข้าสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทยก็ยังไม่หยุด นิ่งเลยทีเดียว และยังมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามกันอย่างต่อเนื่อง

 (ใครที่ยังไม่เข้าใจลองย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 1 ดูอีกทีนะคะ)


UploadImage


         มาต่อกันที่ตอนที่แล้วค้าง ไว้ที่ระบบ Gat และ PAT กันนะคะ ซึ่งหลังจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระบบสอบคัดเลือกโดยมีการกำหนดให้สอบ GAT (General Aptitude Test) และ PAT (Professional & Academic Test)แทน A-NET เพื่อ ให้เป็นมาตรฐานสากล เทียบได้กับการสอบ SAT ของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยให้สอบได้มากถึง 3 ครั้งต่อปี (มี.ค. ก.ค. และต.ค.) เพื่อนำคะแนนสอบที่ได้รวมกับค่าเกรดเฉลี่ยสะสม และคะแนน O-NET ไปประกอบการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย (ซึ่งมีทั้งการรับสมัครผ่านโควตา รับสมัครตรง และรับสมัครส่วนกลาง)


UploadImage
 

... สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจว่า GAT และ PAT นั้นคืออะไร มาทำความเข้าใจกันก่อนทางนี้ค่ะ ...

         ข้อสอบGATนั้น ครึ่งหนึ่งเป็นการวัดความสามารถในการเขียน คิด วิเคราะห์ แก้ปัญหาและอีกครึ่งหนึ่งเป็นความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษด้วยเจตนาให้ สามารถศึกษาค้นคว้าจากตำราต่างประเทศได้ด้วยตนเอง ส่วนของPAT นั้นมี การจำแนกลงไปเป็นหลาย ๆ ชุดข้อสอบ  เพื่อให้ผู้สอบสามารถเลือกสอบตามความถนัด และมหาวิทยาลัยสามารถคัดเลือกคนได้ตามความต้องการ  เบื้องต้น มีการจำแนกประเภทของPAT  ออกเป็น 7 ประเภท คือ คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์  วิศวกรรม  สถาปัตยกรรม  วิชาชีพครู ศิลปะ และภาษา โดยภาษานั้นมีการแยกย่อยลงไปเป็นภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน  ญี่ปุ่น อาหรับ  และบาลี   โดยค่าคะแนนเฉลี่ยกลางที่ ทปอ. กำหนดให้ใช้ประกอบการพิจารณาคือ  GPAX 20%, O-NET 30%,  GAT  10% - 50%,  PAT 0% - 40%    ซึ่งค่าสัดส่วนคะแนน  O-NET  GAT และPAT  นั้น ถูกนำไปพิจารณาในสัดส่วนที่แตกต่างกันไปตามภาควิชาฯ คณะฯ และมหาวิทยาลัย 
 
         ซึ่งระบบAdmission ที่ใช้ GAT และ PAT นี้ ทปอ.ให้เหตุผลว่าจะนำมาแก้ไขปัญหาในอดีตได้โดย ที่O-NET จะช่วยดึงให้นักเรียนสนใจเรียนในห้องไม่เอาเวลาไปใช้กวดวิชาการวัดGAT และPAT จะช่วยวัดศักยภาพและความถนัดในการเรียนทำให้เลือกเรียนในสาขาที่ตรงกับความ ต้องการของตนเองในขณะที่มหาวิทยาลัยก็ได้เด็กที่มีความสามารถเหมาะสมต่อการ ศึกษารวมถึงการเลือกสอบเฉพาะไม่เกิน ๓ วิชา ยังช่วยลดความเครียดและความเหลื่อมล้ำในทางเศรษฐกิจระหว่างนักเรียน

UploadImage


         แต่ในทางกลับกันปัญหาระบบ Admission ในปัจจุบันเมื่อนำมาใช้จริงๆ แล้วพบว่ามีข้อบกพร่องอยู่อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น

- รูปแบบการคัดเลือกปัจจุบันไม่สอดคล้องกับพัฒนาการของนักเรียนโดยเฉพาะตัวข้อ สอบที่ยังเน้นแต่เนื้อหา (ใครท่องจำมาดีก็กลายเป็นว่าเก่ง ถนัดด้านนั้นไป)

- การเรียนทั้ง 8 กลุ่มสาระเป็นการบังคับมากเกินไปจนเป็นสาเหตุให้เกิดการกวดวิชาแม้กระทั่ง เนื้อหาที่ตนเองไม่สนใจและไม่ได้นำไปใช้ศึกษาต่อ

- นักเรียนจำนวนมากไม่ได้มีความเข้าใจในระบบการสอบเพราะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ บ่อยครั้ง(อันนี้เป็นปัญหาที่น้องๆ ก็เบื่อหน่ายใช่ไหมคะ ?)

- สัดส่วนGPAX และO-NET มีไม่มาก และข้อสอบGAT มีภาษาอังกฤษครึ่งหนึ่งทำให้เด็กจังหวัดเสียเปรียบในเมือง ทั้งในเชิงสังคมศาสตร์ และภูมิศาสตร์ และการเดินทางเข้ามาสอบ

- ข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ที่กำหนดให้สอบรวมกันไปทั้งฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ซึ่งไม่สามารถวัดความถนัดทางวิทยาศาสตร์ของเด็กได้อย่างแท้จริง

- ข้อสอบบางประเภทยากมาก หรือมีปัญหาไม่ให้เฉลยจนเป็นที่สงสัยว่าข้อสอบอาจผิด และให้มีเวลาในการทำข้อสอบน้อยมากเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กทิ้งห้องเรียน ไปกวดวิชา

- ด้วยความไม่แน่นอนของระบบจึงทำให้มหาวิทยาลัยและคณะวิชาหลายๆ แห่งไม่ได้ปฏิบัติตามเกณฑ์ของ ทปอ.  แต่เปลี่ยนไปใช้เกณฑ์ที่ตนเองต้องการ มีการรับสมัครสอบตรงของสาขาวิชา ซึ่งสัดส่วนรับตรงหลายๆ แห่งมีจำนวนรับเข้าศึกษามากกว่าระบบ Admission ซึ่ง


         ปัญหาที่ตามมาจากการรับตรงของแต่ละมหาวิทยาลัยก็วนกลับไปที่เดิม ปัญหาก็คล้ายกับก่อนที่จะมีระบบการสอบ Entrance นั่นก็คือ เด็กเก่งตระเวนสอบไปแย่งที่นั่งของเด็กไม่เก่ง ซึ่งก็ทำให้เกิดระบบขึ้นมาใหม่(ให้ปวดหัว) อีกระบบนั่นก็คือ ระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ (Clearinghouse)ซึ่ง ทปอ. หรือ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยจัดตั้งขึ้นเพื่อคอยรับรายชื่อของเด็กที่ ติดและประกาศรายชื่อเด็กว่าติดรับตรง เพื่อจะได้ไม่ไปกันที่เด็กคนอื่นๆซึ่งขณะนี้ระบบเคลียริ่งเฮาส์นี้ก็ยังไม่เสถียร มีการเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา(ต้องติดตามข่าวสาร เพราะยังแจ้งรายชื่อมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมเพิ่มเติมเรื่อยๆ ติดตามได้ที่นี่)

 UploadImage


         **โดย สรุปแล้วการสอบเข้าสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทยที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้  ไม่เพียงแต่จะคัดเด็กไม่ได้ตรงกับความต้องการของมหาวิทยาลัยเท่านั้น(ทำให้ เด็กที่สอบเข้าได้ กลับต้องถูกรีไทร์ในภายหลัง)แต่ยังสร้างความลำบากกับเด็กที่ด้อยโอกาสในขณะ เดียวกันการกวดวิชากลับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมชีวิตของเด็กๆ เต็มไปด้วยความเครียดเพราะการสอบมีเยอะแยะมากมายทั้งสอบกลางภาค ปลายภาคO-net สอบตรง โควตา GAT และPAT นอกจากนั้นแล้วยังเป็นการคัดเลือกที่ส่งเสริมให้มีการแย่งชิงใช้ทุน สูง และสร้างความคาดหวังในทางวัตถุให้กับเยาวชน ส่งผลให้เยาวชนรุ่นใหม่ขาดจิตสำนึกสาธารณะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เปรียบ  ดังคำกล่าวที่ว่า  “โกงไม่เป็นไร  ขอให้เก่งก็พอ” 
 

         หาก เป็นไปได้อยากให้รัฐบาลกำหนดให้การคัดเลือกเข้าสู่อุดมศึกษานี้เป็นวาระแห่ง ชาติ ซึ่งผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วนจะต้องเขามารับรู้และร่วมแสดงความคิดเห็น  เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงใดๆเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง และไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง มีช่วงเวลาให้เยาวชนได้ปรับตัว  ในขณะเดียวกันผู้เกี่ยวข้องทั้งสถาบันอุดมศึกษา หรือผู้เกี่ยวข้องที่อาจจะสูญเสียประโยชน์บางส่วน ควรจะยอมรับได้เมื่อได้เข้ามามีส่วนร่วม ทำเพื่อประโยชน์ทางการศึกษามากกว่าผลประโยชน์ทางธุรกิจ

ว่าด้วยระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเด็กไทย (ตอนที่ 1)


           ประเทศไทยของเรามีการใช้ระบบสอบคัดเลือกเข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาแบบที่เป็นการสอบที่ส่วนกลางหรือEntrance มานานเกือบ 50ปีแล้วนะคะ นับจากปีพ.ศ. 2504 ซึ่งเวลานั้นน้องๆ ยังไม่เกิดกันหรอกนะคะ การจัดสอบ Entranceนี้ก็เพื่อแก้ปัญหาความสิ้นเปลือง และความสูญเปล่าเนื่องจากการสละสิทธิ์ ซึ่งก็เป็นปัญหาที่คล้ายคลึงกับในยุคปัจจุบัน  เพราะนักเรียนมัธยมปลายที่เก่งก็จะตระเวนสอบไปทั่วทุกมหาวิทยาลัย เมื่อติดแล้วก็ไม่ยอมเอา สละสิทธิ์กันทำให้คนที่เรียนอ่อนสอบไม่ติดสักแห่ง ทั้งยังเป็นปัญหาต่อเด็กที่อยู่ชนบทที่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการเดิน ทางเข้ามาสอบตามมหาวิทยาลัย


เอาล่ะ เรามาทำความรู้จักกับระบบ Entrance ในยุคของพ่อแม่เรากันดูว่ามันเป็นยังไงนะคะ…


ตอนแรกข้อสอบ  Entrance นั้นจำแนกออกเป็น 2 สาย คือ
1. สายวิทยาศาสตร์  ประกอบด้วยข้อสอบ 5 วิชาได้แก่  อังกฤษ, คณิตศาสตร์, เคมี, ชีววิทยาและฟิสิกส์
2. สายศิลป์   ประกอบด้วยข้อสอบ 4 วิชาได้แก่ ภาษาไทย, อังกฤษ, คณิตศาสตร์และสังคม
         รูปแบบข้อสอบดังกล่าวถูกใช้ต่อเนื่องมายาวนานถึง 21ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบข้อสอบบางอย่างในปี 2526 ทำให้มีการเพิ่มวิชาในการสอบเป็น
1. สายวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยข้อสอบ 7 วิชาได้แก่ ภาษาไทย, อังกฤษ,  สังคม, คณิตศาสตร์, เคมี, ชีววิทยาและฟิสิกส์
2. สายศิลป์   ประกอบด้วยข้อสอบ 5 วิชาได้แก่  ภาษาไทย, อังกฤษ, คณิตศาสตร์, สังคม และชีววิทยา

UploadImage

         รูปแบบการสอบลักษณะดังกล่าวถูกใช้ต่อเนื่องมาอีกยาวนานถึง 16 ปี กระทั่งมีการปฏิรูปการศึกษาในช่วงปี พ.ศ. 2542  ซึ่ง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบการศึกษาพื้นฐาน และระบบการสอบคัดเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัย มีการยุบรวมทบวงมหาวิทยาลัยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวง ศึกษาธิการเพื่อให้การบริหารจัดการครบถ้วน และต่อเนื่อง  และมีการออกมาบอกว่าข้อสอบ Entrance ในอดีตนั้นออกสอบเกินขีดความรู้ในห้องเรียนทำให้เด็กต้องไปกวดวิชา และเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กในเมือง และเด็กในชนบท
 


UploadImage

          ต่อมา ระบบการศึกษาพื้นฐานได้ปรับมาใช้การจัดแบ่งแบบ 4 ช่วงชั้น และ 8 กลุ่มสาระในปี พ.ศ. 2544  (ซึ่งก็เป็นระบบการเรียนที่น้องๆ กำลังเรียนกันอยู่นั่นแหละค่ะ คือมี ป.ต้น ป.ปลาย ม.ต้น และ ม.ปลาย)  ทำให้การสอบคัดเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัยจึงต้องปรับรูปแบบตามการจัดการศึกษา พื้นฐาน และเพื่อให้เห็นชัดถึงความแตกต่างในรูปแบบ จึงเปลี่ยนจากคำว่าEntrance หรือ “สอบเข้า” ไปเป็นคำว่า “Admission” ที่แปลว่า “รับเข้า” สิ่งสำคัญที่ถูกปรับเปลี่ยนคือการที่ผู้สมัครรู้คะแนนตนเองก่อนจึงไปเลือก สาขา จึงลดจำนวนผู้ที่ผิดหวังจากการสอบลง (เป็นข้อดีนะคะที่ได้รู้ศักยภาพว่าตัวเองมีโอกาสเข้าเรียนที่ไหนได้)และ ยังแก้ปัญหาเด็กที่ไม่สนใจเรียนในห้อง มุ่งกวดวิชาเฉพาะที่อยู่ในข้อสอบ ระบบ Admission จึงกำหนดให้นำค่าเกรดเฉลี่ย และระดับเปอร์เซ็นต์ไตล์ในช่วงมัธยมปลาย (GPA + PR = 10%) มา ใช้พิจารณาด้วย และยังสามารถสอบได้ปีละ2 ครั้ง คือรอบเดือนตุลาคม และมีนาคม


UploadImage

         และแล้วหลังจากใช้งานมาได้เพียง 4 ปี  ปัญหาก็เกิดจนได้เมื่อระบบ Admission ถูกโต้แย้งและร้องเรียนมากมายในทำนองว่า มีการปล่อยเกรด เกรดเฟ้อในบรรดาโรงเรียนที่ไม่ได้มาตรฐาน และก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการกวดวิชา นับวันก็มีแต่จะมากขึ้น จนทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของระบบสอบคัดเลือกเข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาอีกครั้งในปี 2549  คราวนี้มีองค์กรมหาชนจัดตั้งใหม่อย่าง สทศ. เข้ามาเป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ O-NET และ A-NET (ทั้ง ที่แต่แรกนั้น สทศ. ถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบคุณภาพและมาตรฐานในการศึกษาในระดับพื้นฐานนะคะ ไม่ใช่ดำเนินการสอบเข้าระดับอุดมศึกษาค่ะ)

         ระบบAdmission ปี 49 นั้นกำหนดให้ใช้เกรดเฉลี่ยสะสม (GPAX) มาพิจารณา 10%  ใช้เกรดเฉลี่ย (GPA)  20%  และให้นำคะแนน O-NET มาใช้พิจารณา 35-70%  คะแนน A-NET 0-35% (ซึ่งค่าO-NET  และ A-NET  แตกต่างกันไปตามภาควิชาฯ คณะฯ และมหาวิทยาลัยค่ะ)   

UploadImage


         หลังจากใช้ระบบO-NET และ A-NET มาได้ 4ปี ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)  ก็ตกลงกันว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระบบสอบคัดเลือกเข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาอีก ครั้งโดยมีการกำหนดให้สอบ GAT (General Aptitude Test) และ PAT (Professional & Academic Test) แทน A-NET เพื่อให้มีลักษณะเป็นมาตรฐานสากล เทียบได้กับการสอบ SAT ของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยให้สอบได้มากถึง 3 ครั้งต่อปี (มี.ค. ก.ค. และต.ค.) เพื่อนำคะแนนสอบที่ได้รวมกับค่าเกรดเฉลี่ยสะสม และคะแนน O-NET ไปประกอบการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย (ซึ่งมีทั้งการรับสมัครผ่านโควตา รับสมัครตรง และรับสมัครส่วนกลาง)
 
         น้องๆ อย่าเพิ่งงงกันนะคะ พี่จะสรุปแต่แรกให้เข้าใจก็คือ ตอนแรกใช้ระบบ Entrance เพราะว่าสมัยแรกๆ การสอบเข้าระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยเป็นผู้รับนักศึกษาเอง ทำให้เกิดปัญหาคนเด็กเก่งตระเวนสอบ เมื่อสอบติดก็สละสิทธิ์แย่งที่นั่งเด็กไม่เก่ง ระบบ Entrance จึงออกมาแก้ปัญหานี้ แต่ก็ยังเกิดปัญหาขึ้นอีกเมื่อข้อสอบ Entrance มันยากเกินไป ทำให้เกิดการกวดวิชาและความเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กในเมืองและเด็กชนบทเพิ่ม ขึ้น เขาจึงเปลี่ยนมาเป็นระบบ Admission เพื่อจะมาแก้ไขปัญหาเด็กกวดวิชา โดยนำเกรดเฉลี่ยมาคิดด้วย 10 % ทั้งยังสอบได้ 2 ครั้งและมีสิทธิ์รู้ผลคะแนนก่อนเลือกเข้าศึกษา แต่ระบบ Admission ก็ถูกร้องเรียนว่าไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการกวดวิชา และการนำเกรดเฉลี่ยมาใช้ทำให้แต่ละโรงเรียนปล่อยเกรด จึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของ Admission โดยใช้การสอบ O-NET  และ A-NET  เพื่อให้แต่ละมหาวิทยาลัยกำหนดกฎเกณฑ์ค่าน้ำหนักได้เอง และเมื่อใช้รูปแบบนี้ได้ 4 ปี ก็มีการเปลี่ยนการสอบ A-NET เป็นGAT และPATเพื่อให้มีความเป็นสากลเหมือนอเมริกานั่นเอง

         วันนี้เล่าถึงตรงนี้ก่อนนะคะ ปวดหัวเหลือเกินกับระบบการศึกษาไทยที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เดี๋ยวเล่ายาวไปน้องๆ จะเบื่อไม่อยากอ่านซะก่อน ตอนหน้าพี่จะกลับมาเล่าต่อว่าระบบ GAT และPATนั้นดีหรือไม่ดียังไง แล้วทำไมจึงต้องเกิดการรับตรงกลาง รวมถึงการมองปัญหาระบบการศึกษาไทย แล้วพบกันตอนที่ 2 นะคะ