ขึ้น ม.6 แล้ว !!

 ขึ้นม.6 แล้ว
เครียดเป็นบ้าเป็นหลังเลยล่ะค่ะ ความเครียดมันจะมาเอง ไม่ว่าจะมีเป้าหมายใดๆก็ตาม เช่น
-         ต้องเตรียมตัวสอบแล้ว
-         ม.6 ชีวิตม.ปลายปีสุดท้ายแล้ว จะไม่ได้เล่นบ้าๆบอๆแบบนี้แล้ว
-         บลาๆๆ
-         อนาคตฉันจะเป็นยังไง?
โอ้ ย สารพัดจะเครียดค่ะ นอกจากเรื่องของตัวเองแล้ว ยังต้องเก็บเรื่องคนอื่นมาคิดอีก ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ เพื่อน ญาติพี่น้อง เด็กม.6 จะค่อนข้างอ่อนไหวเก็บมาคิดให้เครี๊ยดดด ได้หมด ทั้งๆที่แต่ก่อนไม่ค่อยจะเป็น

เรียนอะไรดี?
เรียน อะไรดี? จะเรียนอะไร? คำถามที่คุณต้องหาคำตอบมาตอบ เพราะพอคนอื่นๆรู้ว่าคุณอยู่ ม.6 เขาก็จะถาม ไม่ยกเว้นแม้แต่ตัวเราที่จะถามคนอื่นเหมือนกัน เมื่อรู้ว่าเขาเหล่านั้นเป็นผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกับเรา
การ ค้นหาตัวเองเอาจริงๆก็ต้องค้นหากันไม่หยุดหย่อน วันนี้อยากเรียนอันนี้ พรุ่งนี้เปลี่ยนเป็นอยากเรียนอันนู้น เรียนๆไป ไม่ใช่วุ้ย เปลี่ยนอีก
อัน นี้ก็ต้องดูเป้าหมายล่ะว่า จะค้นหาไปเพื่อเรียนต่อในมหาวิทยาลัยใช่ไหม ตอนนี้ เอาแค่นี้พอก่อน? หรือว่าอยากจะค้นหาเส้นทางที่จะเดินต่อหลังจากเรียนจบอีกก็ว่าไป
เอาตอนนี้ก่อนดีกว่า จะเรียนอะไรดีในมหาวิทยาลัย?
แต่ก่อนจะออกไปผจญด่านข้างนอกก็ต้องรู้จักตัวเองก่อน
อันนี้เริ่มจาก ไม่รู้อยากจะเรียนอะไรเลยจริงๆนะ ไม่ได้อยากจะเป็นอาชีพไหนๆเลยด้วย (ประมาณว่า I want to be…. ไม่รู้....)
-         ตอนนี้เรียนแผนการเรียนอะไร?
-         วิชานี้ชอบโคตรๆ วิชานี้โคตรเกลียดเลยวุ้ย
-         เรียน วิชานี้ได้ดี (แนะนำว่าอย่าเอาตัวเลขที่แสดงผลการเรียนมาวัดอย่างเดียว เทียบกับคนอื่นด้วยดีกว่าเพราะบางวิชาก็ยากเสียจนไม่มีคนได้ 4 หรือว่าครูโหดก็ว่าไป)
-         เรียนวิชานี้ได้ห่วยแตกสิ้นดี
-         เรียนวิชานี้แล้วมีความสุข อยากเรียนทั้งวัน
-         เรียนวิชานี้แล้วโคตรทรมาน เมื่อไหร่จะหมดเวลาวะ
พอรู้ตัวเองแล้ว ทีนี้ก็เริ่มออกตระเวนด่านได้เลย~
เริ่มจาก 1.ถามถึงคณะกว้างๆว่าเป็นอย่างไร อันนี้เรียนอะไร จบมาทำอะไรได้บ้าง 2.ถามถึงคณะที่สนใจ
-         ถามพ่อ ถามแม่ : และมักจะพ่วงด้วยคำแนะนำว่าให้เรียนหรือไม่ให้เรียนมาด้วย ก็เตรียมใจกันไปประมาณหนึ่งว่าจะมีโช๊งเช้งมาหรือเปล่า
-         ถามครูแนะแนว : จะได้ข้อมูลแบบกว้างๆพอสมควร ถามลึกๆก็ได้ด้วย แต่เด็กเยอะ - . -
-         ถามญาติ : อันนี้จะได้รู้ถึงสายงานนั้นๆจริงๆ สมมติมีญาติเป็นวิศวกรโยธา ถามๆไปก็จะได้รู้จักอาชีพนั้นจริงๆแล้วเราก็มองเห็นด้วยว่า เขาทำอะไรอย่างไรบ้าง วาดภาพอนาคตตัวเองไว้ได้เลยว่า ฉันจะต้องเป็นเหมือนลุงแน่ๆ
-         ถามรุ่นพี่ที่จบแล้ว (แบบว่าเป็นเพื่อนของพี่ชายพี่สาวคนโต๊โต)
-         ถามรุ่นพี่ที่เรียนอยู่ (เช่นกัน เป็นเพื่อนของพี่ของญาติว่าไป)
-         ถามเพื่อน เพื่อว่าเพื่อนเป็นสารานุกรมเคลื่อนที่ ถามๆไปเหอะ เพื่อว่ามันจะศึกษาข้อมูลมาอย่างดี
รู้ แบบกว้างๆแล้วก็อย่าลืมถามแบบลึกๆ ถามเข้าไปว่าเรียนอะไรบ้าง ถ้าเขาตอบมารู้สึกว่ากว้าง ก็เจาะเข้าไปอีกให้รู้จริงๆว่า ถ้าเราเรียนแล้วเราจะเรียนไหวไหม อย่ารอเวลาไปรู้เอาหลังจากสอบเข้าได้ไปแล้ว ทีนี้จะกลับลำมันก็ลำบากแล้วนา
มี เวลาว่างๆ เข้าอินเตอร์เน็ตก็เข้าเว็บของคณะไปเลยค่ะ เอาที่เราอยากจะเรียนนั่นแหละ เข้าไปดูหลักสูตรเลยว่าเขาเรียนวิชาอะไรบ้าง ถ้าเจอภาษาอังกฤษอันไม่รู้เรื่องเลยก็อย่าเพิ่งตกใจ อย่างน้อยเราก็ได้รู้ชื่อวิชาและ
ไปถามเอาก็ได้ (แล้วถามใครล่ะ? =  = ถามคนที่เขาน่าจะรู้อ่ะ ฮา) นอกจากชื่อวิชาเขาก็มีคำอธิบายรายวิชาอย่างสั้นๆให้ได้อ่านด้วย ทีนี้ก็เสร็จโก๋ รู้แล้วเว้ยเรียนอะไร!!
เริ่มค้นกันได้ตั้งแต่ม.ต้น รู้ตัวเร็วก็จะได้เตรียมตัวเตรียมใจทัน

อีกหนทางที่จะได้เรียนรู้ก็คือ ไปเข้าค่าย
การ ไปเข้าค่ายนี่แสนจะมีประโยชน์ ได้รู้จักการเรียนเกี่ยวกับคณะนั้นๆแล้ว ได้รู้จักรุ่นพี่แล้ว ได้รู้จักเพื่อนๆมากมายจากทั่วประเทศ (ไม่ได้เว่อร์นะ แต่มาจากทั่วทิศจริงๆ) แล้วยังได้แฟน(เฮ้ย!)อันสุดท้ายนี่ไม่รู้ แล้วแต่บุคคล ^^”
ก็สมัครไปค่ะ แนะนำว่ามีอะไรก็สมัครไปเหอะ ไปสนุกๆ ขำๆ
ส่วนมากเขาก็จะจัดกันช่วงปิดเทอม ใบสมัครก็หาได้จากอินเตอร์เน็ท ครูแนะแนว หรือจากเพื่อนๆ

สำหรับเป็ด ก็ตั้งแต่ม.4 เข้าค่ายมา 2 ค่ายเอง คือช่วงม.4 กับขึ้นม.5 หลังจากนั้นก็ไม่ได้สมัครที่ไหนล่ะ เรียนพิเศษเป็นบ้าเป็นหลัง

ไม่ ต้องรีบร้อนนะ ไม่ใช่ว่าคนอื่นเขามีความฝันกันหมดแล้ว ตูยังไม่รู้เลย ไม่ต้องไปเครียดมาก เพราะบางคนก็มาเปลี่ยนเอาช่วงท้ายๆก็มี (เช่นเป็ดที่แหวกแนวเอาช่วงท้ายๆเหมือนกัน)
หรือ จะสอบเสร็จแล้วก็ยังไม่รู้ ก็ยังยืนยันว่าไม่ต้องเครียด ชีวิตมันดิ้นได้เรื่อยๆล่ะค่ะ เรียนจบแล้วมาเพิ่งค้นพบตัวเองเจอก็มี จะช้าจะเร็วก็ถือว่าได้เจอตัวเองแล้ว นะ!

แล้ว ถ้าความฝัน(สิ่งที่ชอบ) ความเป็นจริง กับสิ่งที่พ่อแม่อยากให้เป็น มันต่างกัน? มาแล้วคำถามสุดเครียด อันมีชีวิตของเราเป็นเดิมพัน (โอย เว่อร์)
อันนี้คำตอบ =  ร้อยแปด แล้วแต่การแก้ปัญหาของแต่ละคน
ถ้าความฝันแน่นอน แน่นะ 100% ถ้าใช่แน่นอนต่อให้ภูเขาเอเวอร์เรสมาขวางอยู่ข้างหน้าก็ข้ามมันไปได้ จริงมะ? เพราะฉะนั้นมีปัญหาอะไรแก้ได้ อนาคตเห็นอยู่ว่าคุณจะประสบความสำเร็จ ถ้าคุณเลือกสิ่งนี้
ในที่นี้คือ เป้าหมายของความฝันคืออะไร ถ้าคุณบรรลุเป้าหมายนั้น = ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นพ่อแม่ไม่ให้เรียน ก็ต้องอธิบายจนได้เรียนจนได้ล่ะ บางคนก็เรียนทั้งสองอย่าง ทั้งความฝันทั้งตามพ่อแม่
แต่เราเป็นคนนั่งเรียนนะ ไม่ใช่พ่อแม่มานั่งเรียน (ประโยคเด็ดเอามาจากไหนจำไม่ได้ ใครบอกทีค๊า)
แนวทางแก้ปัญหาสำหรับคำถามนี้มีมากมาย และเฉพาะตัวอีกต่างหาก
ลืม อีกอย่างคือ ความเป็นจริง เช่น จบมามีงานทำ เรียนไม่ยากเกินความสามารถ ใช้คำตอบของความฝันค่ะ ถ้ามีความฝันแล้วตรงนี้ก็ไม่ต้องมามองแล้วล่ะ แต่ถ้าไม่มี จะยึดหลักนี้ก็ต้องดูๆตามเป้าหมายของเราล่ะว่า จบมาอยากจะมีงานทำใช่ไหม หรืออยากจะเรียนแบบที่ตัวเองเรียนได้
สำหรับเป็ด เลือกเรียนตามสิ่งที่อยากจะเรียนนะ จบมาจะมีงานทำไหม? ไม่แคร์ตรงนี้เพราะคิดว่าถ้าอยากจะทำงาน ไม่ว่างานอะไรก็ต้องทำ ก็ไม่ตกงานแล้ว (เงินดี ไม่ดี? อันนี้ก็ไม่ได้เป็นประเด็นตอนนี้อีกนั่นแหละ)
อนาคต มันยังไม่แน่ไม่นอน เราไม่อยากให้ความสุขของอนาคตมาทำลายความสุขของปัจจุบัน และแน่นอนว่าความสุขของปัจจุบันก็ต้องไม่ทำลายความสุขในอนาคตเรา  นี่เป็นมุมมองของเป็ดอ่านะ
(เฮ้ยทำไมมันเริ่มยาว จะจบไหมเนี่ย)

เตรียมตัวสอบอย่างไรดี?
ปี 53 เปลี่ยนระบบ -  -“ วุ่นวายชะมัด สอบได้ตั้งแต่ม.5 แล้วเด็กระบบ A-net ปีสุดท้ายอย่างเราจะตอบยังไงเนี้ย
A-net มีปีล่ะครั้ง ในขณะที่ GAT PAT สามารถสอบได้ 4 ครั้ง แน่นอนล่ะว่ามันต้องแตกต่างกันในการเตรียมตัว
(GAT PAT มีสอบ 4 ครั้ง เป็ดก็แนะนำว่าให้ไป 4 ครั้งนะ ถ้ามีกำลังทรัพย์ และอย่าประมาท ชิวๆ เอาจนเหลือครั้งสุดท้ายล่ะ)
(ปัจจุบัน เหลือ 2 ครั้ง .../ KEEN).
พูดแบบเป็ดๆล่ะกัน ไอ้เป็ดเตรียมตัวสอบตั้งแต่ปิดเทอมขึ้นม.6 และเป็ดเป็นนักเรียนระดับธรรมดาๆ สามสี่สองมีครบ ยกเว้นหนึ่งลงไป
เรียนพิเศษดีไหม? เป็ดเลือกที่จะเรียน เหตุผลคือ ถ้าอ่านเอง
-ช้า
-ไม่รู้เรื่อง
-บังคับตัวเองไม่ได้  อันสุดท้ายสำคัญ บังคับตัวเองให้อ่านหนังสือไม่ได้เนี่ย
แต่บางคนอ่านเองดีกว่า เรียนพิเศษเสียตังค์เยอะ เรียนไปก็หลับ นั่งรถไกล เหนื่อย
บลาๆ เหตุผลแตกต่างกัน
เป็ดเรียนเสียตังค์เยอะจริงๆนะ มาดูตารางเรียนเมื่อปีที่แล้วดีกว่า


จะจัดยังไงให้ดี ก็เรียนเสียครึ่งวัน หรือเรียน 8 ชั่วโมงเหมือนในโรงเรียนดีกว่า
ให้วันเสาร์หรือวันอาทิตย์หยุด1 วันเพื่อพักผ่อน เราไม่ใช่หุ่นยนต์นะคะ ต้องมีพักมีเล่นบ้าง
กลับ บ้านมาก็เอามาทบทวนบ้าง อย่าโยนกระเป๋าไว้แหมะบนโต๊ะ เปิดคอมฯ พออีกวันไปเรียน คนอื่นนั่งฟังเฉลย หาจุดบกพร่องของตัวเอง ตัวเรานั่งกินขนมกินข้าวซะงั้น =   = อิ่มเกินหลับอีกต่างหาก  แต่ไม่ใช่ไม่กินไปนั่งทนหิวนะนี่ก็เรียนไม่รู้เรื่องอีก

การจัดตารางเรียนพิเศษหรือตารางเวลา(พูดไปเลยแล้วกันทีเดียว)
อย่าจัดแบบแค่ให้มันลงตัว ต้องจัดว่ามันสามารถยืดหยุ่นได้ และเราสามารถทำได้ จัดแบบรัดตัวเกินไปหลวมไปไม่ดีค่ะ อย่าจัดเสียจนเราทนทำมันไม่ไหวอีกต่อไปเสียเวลานั่งจัดเปล่าๆ (เป็ดจัดมาแล้ว และทำไม่ได้มาแล้ว จัดๆเลิกๆบ่อยๆจนสุดท้ายก็เลิกทำตารางไปเลย)
การ ทำตามตารางที่จัดได้ถือว่าเราเป็นคนมีระเบียบวินัยสู๊งสูง ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องเครียดจะกิน แปลว่าเราที่เราจัดไว้มันไม่ใช่เราแล้วแหละ มันเป็นมนุษย์กึ่งเทพคนอื่น หาเวลาว่างๆจัดตารางใหม่จะดีกว่า
หรือ ถ้าไม่ใช่มนุษย์ประเภทจะทำตามตารางเวลาได้ เอาสบายตามอารมณ์ฉัน ก็คิดไว้คร่าวๆว่า วันหนึ่งๆต้องทำอะไรบ้าง วันไหนอ่านหนังสือ วันไหนเล่น อย่าให้เละเทะจนเกินไป มันจะพลาดเอา

ตารางอ่านหนังสือจัดยังไงดีล่ะ (ทำไมมันมีแต่ตารางวะ) อันนี้ต้องทำนะ ขอบอก วางแผนให้ดีๆ เอาตัวเราเป็นหลักค่ะ ต้องรู้แล้วว่าจะต้องอ่านวิชาไหน ไปสอบบ้างไม่ใช่ไม่รู้เรื่อง ตูต้องอ่านให้หมด!! (ถ้าคุณไม่ใช่เทพ เป็นมนุษย์กึ่งตัวขี้เกียจอย่างไอ้เป็ด ยังไงก็อ่านได้ไม่จบทุกวิชาหรอก)
ต้องดูว่าจะไปสอบวันไหน อีกกี่วันจะสอบล่ะเนี่ย
ถ้า สัก 1 ปี ก็จัดให้ดีๆอย่าได้ประมาทไป เพราะเวลาช่างเร็วนัก วิชาละเดือน พอไหม สปีดการอ่านของแต่ละคนไม่เท่ากัน หรือจะคละๆกันไปก็แล้วแต่
เหลือสักครึ่งปี ยังมีเวลาอยู่
เหลือสามเดือน วันสอบจะกินตูด ทำไงดีวะ!?
1.     เดือนละวิชา อาทิตย์หนึ่งอ่านอาทิตย์หนึ่งทำข้อสอบ สามวันอ่านหนึ่งวันทำข้อสอบ
2.     เดือนละหลายวิชา คละๆกันไปเพราะเบื่อ
3.     อาทิตย์ละวิชา
4.     วันละหลายวิชา
จัดให้ลงตัว เอาให้มันจบค่ะ ทวนบ่อยๆด้วย อย่าเก็บแล้วเก็บเข้ากรุลืมไปเลยอย่างนี้ไม่ดี
ที่บอกว่าให้จัดตารางอ่านหนังสือสอบ เพราะมีคนทำแล้วเขาประสบความสำเร็จหลายคน แต่...
ไม่ใช่ไอ้เป็ด พูดกันแบบมนุษย์กึ่งตัวขี้เกียจกันเลยล่ะกัน ว่าจัดแต่ทำไม่ได้ =  =’ ทีนี้จะทำยังไงให้มันรอดนี่สิ
เป็ด ทำแบบนี้....ตลอดปี เรียนพิเศษ ทบทวนแล้วแต่อารมณ์ ทำข้อสอบก่อนไปสอบ ว่างก็อ่านหนังสือบ้าง ก่อนวันสอบก็ต้องอ่าน แต่ไม่ต้องอ่านข้ามคืน
เวลา เรียนพิเศษคือ ตั้งใจเรียนให้มากที่สุด มารจะมาผจญทำให้หลับก็ตบหน้าตัวเองบ้าง หาอะไรมากินบ้าง(อย่ากินมาก มันง่วง) เพื่อนนั่งข้างๆชวนคุย ก็หนีไปนั่งไกลๆ เลิกเรียนค่อยคุย
เรียนในห้องเรียนคือ ตั้งใจเรียน ทำการบ้านเองบ้างลอกบ้าง(ฮา) ไม่เข้าใจก็ถามๆเพื่อน ถามอาจารย์
ช่วง1 อาทิตย์ก่อนสอบจะเป็นแบบนี้....
1. อ่านแต่ที่จะต้องใช้จริงๆ ไอ้วิชาที่ไม่ใช้ก็ไม่ต้องเสียเวลาไปอ่าน ไม่รู้เรื่องว้อยยยย
2. ทำข้อสอบเท่าที่จะทำได้ ก่อนทำก็ทบทวนเนื้อหาเสียหน่อย เอาฉบับย่อๆ
3. ตรวจคำตอบ ดูว่าตัวเองชอบผิดตรงไหน ที่ผิดเพราะจำไม่ได้หรือว่าไม่เข้าใจ
4. อ่านทวนไปทวนมาหลายๆรอบ จำได้บ้างไม่ได้บ้างก็ช่างมัน
5. เก็บ แต่บทที่ตัวเองเข้าใจ เช่น เลข ชีวะ เคมี ฟิสิกส์ เก็บเป็นบทได้ ไอ้เป็ดทิ้ง เลข ชีวะ ฟิสิกส์ เหลือเคมีตัวเดียว... เก็บแต่บทที่ทำได้ (แนะนำว่าเก็บบทที่ออกข้อสอบเยอะ แต่ถ้าอ่านไม่รู้เรื่องก็เปลี่ยนเหอะ -  -“)
แล้วก็ไปสอบ ทำสมาธิให้ดีๆก่อนเข้าห้อง

ที่สำคัญๆเลยก็คือ ต้องทำข้อสอบก่อนจะไปสอบ ซื้อมาทำได้ไม่หมดเล่มก็ไม่เป็นไรขอให้ได้ทำบ้าง ได้แตะบ้าง ได้เคยบ้าง ผลจากการอ่านหนังสือได้เห็นผลตรงนี้แหละ จะได้รู้ว่าพร้อมหรือยัง (ถามใครเขาก็บอกอย่างนี้แหละ เชื่อได้ ไปถามเลยยยย)

นั่งสมาธิ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ค่ะ ทำได้ง่ายๆลองนั่ง แล้วจะเรียนรู้เรื่องกว่าเดิม (รู้เรื่องอยู่แล้วก็เก็ทยิ่งขึ้น ไม่รู้เรื่องก็จะพอเข้าใจ) มีสมาธิในการอ่านหนังสือมากขึ้น เล่นเกมส์ชนะบ่อยขึ้น(ไม่เกี่ยว) ทำข้อสอบก็มีสมาธิ มีหลายคนแล้วที่ทำแล้วเรียนเก่งขึ้นนะคะ อาจจะไม่เห็นผลทันตาก็ค่อยๆดูกันไป เริ่มง่ายๆจากการนับเลขก็ได้
เอ๊ะ  แล้วจะอ่านหนังสือยังไงดีให้ได้ผล? ตอบว่า แล้วแต่บุคคล มีเทคนิคเยอะแยะ ถามเพื่อนถามพี่ เอามาปรับให้เข้ากับตัวเรา

การเรียนที่โรงเรียน สำคัญนะ เพราะระบบใช้ GPAX 10% (GAT PAT รู้สึกจะ 20%และ A-net ใช้ GPA ด้วย) คือคุณต้องใช้เกรดของคุณ 6 เทอมมารวมเป็นคะแนนแอดด้วย คิดแล้วมันอาจจะนิดหน่อย แต่ถ้าขาดสัก ไม่เกิน 10คะแนน จะติดอันดับ 1 อยู่แล้ว จะเจ็บใจไหม?
(ปัจจุบัน  เปลี่ยน A-net  มาเป็น 7 วิชา หรือ Clearing House  ../KEEN)
ทำ เกรดในโรงเรียนจะง่ายจะยากก็แล้วแต่วิชา และแล้วแต่โรงเรียนอีกนั่นแหละ (พูดแบบจริงๆ) บางทีเนื้อหาง่ายกว่าแต่ได้เกรดน้อยกว่าก็มี(อันนี้แล้วแต่อาจารย์ -  -)
ตั้งใจ เรียนในห้องเพื่อจิตพิสัยอันสวยงาม และสิ่งที่เราเรียนในห้องมันจะมาปรากฏในข้อสอบย่อย ข้อสอบกลางภาค ข้อสอบปลายภาค ส่งงานทุกงาน ทำงานให้ดี ตั้งใจทำเพื่อคะแนนเก็บอันสวยหรู
สอบย่อย–บาง คนได้ห่วยแตกสิ้นดีเพราะประมาท ทั้งๆที่มันถูกรวมเป็นคะแนนเก็บ ให้ดีก็ควรจะใส่ใจหน่อย อย่าให้เหมือนเรา ได้ 1/10 คะแนน... อ่านก่อนไปสอบหน่อยมันน้อยข้อก็จริง แต่มันก็คะแนนนะจ้ะ
สอบกลาง ภาคปลายภาค - วางแผนอ่านหนังสือสอบสัก 1 อาทิตย์ ก็จะได้คะแนนอันสวยหรูมาแล้ว เพราะเนื้อหาก็มีแค่ในเทอมนั้นๆ ไม่ใช่มิกซ์มันหมดเหมือนข้อสอบเอ็นท์  เพราะฉะนั้นเราจะเก็บคะแนนในแต่ละข้อได้ง่าย ถ้ารู้จริง จำได้ มั่วก็อย่าหวังมาก และอย่าหวังลอกเพื่อนข้างๆ มันก็เหมือนเรานั่นแหละ(ฮา)
มีน้ำใจหน่อย อาจารย์เรียกก็รีบกุลีกุจอไปช่วย เพื่อคะแนนช่วยตัดสินชะตา ^^ 1 คะแนนได้เกรด 3 เกรด 4เนี่ย ถึงจะไม่ใช่อาจารย์ที่กำลังสอนเราอยู่ ก็ควรเป็นนักเรียนดีศรีคุณธรรม  ไปช่วยอาจารย์หน่อยนะจ้ะ ท่านอายุมากแล้ว~
สั้นๆง่ายๆ ในโรงเรียน ขยัน + ตั้งใจ แค่นี้พอ เพราะเกรด 70% มันวัดความรับผิดชอบของเรา (70:30 นะ บางที่ก็ 60:40 80:20 50:50)

ข้อมูล ข่าวสาร เรื่องสอบ
-หาได้จากอินเตอร์เน็ทที่เล่นอยู่ทุกวัน
-ครูแนะแนวพูดก็ตั้งใจฟังหน่อย
-เพื่อนมันจะไปสมัครสอบอะไร ก็ถามๆมันมั่ง เพื่อเราจะสอบบ้าง (เขากำหนดอะไรวันไหนก็รีบๆทำ รีบๆส่ง ไม่ต้องรอเวลาให้รางอกหรอกค่ะ)
อย่า หลับหูหลับตา ทำเป็นไม่รู้เรื่อง อ่านหนังสืออย่างเดียว โอกาสมันมีถ้าเราหาค่ะ อย่าปิดตัวเองไม่รับรู้อะไรทั้งนั้นที่สำคัญนี่เป็นเรื่องของตัวเราเอง ต้องหาต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่รู้ก็ถามเขา จะรำคาญก็ช่าง ก็เราไม่รู้นี่หว่า รู้แล้วจะถามเหรอ(วะ)

แล้ว  ฉัน จะไม่เที่ยว ฉันจะไม่เล่น อย่าไปอะไรกับเรื่องนี้มากนัก เพราะทำไม่ค่อยจะได้กันหรอก คนมันเคยอ่ะ จะขอสักปีงดพวกนี้ก็นานไป ก็ให้มันพอเหมาะพอควร
ที่เคยอ่านนิยายข้ามวันข้ามคืน ก็อ่านบ้างอาทิตย์ละครั้ง การ์ตูนวันหนึ่งอ่านเป็นสิบ เหลือวันละเล่ม
เล่มเกมส์ยันสว่างคาตาก็เดือนละครั้งพอ เล่นเน็ตตั้งแต่เช้ายันเย็นก็เหลือวันละชั่วโมง
ไปเที่ยวมันทุกอาทิตย์ก็อาทิตย์เว้นอาทิตย์ ดูหนังทุกวันก็วันเว้นวัน
คืออย่าหาข้อจำกัดที่ตัวเองทำไม่ได้  แต่ให้หาอันที่พอจะทำได้ (แต่ใกล้สอบสักเดือน ครึ่งเดือน ก็งดไว้จะดีกว่านะแปบเดียวเอง)
ถาม ว่าทำไมเป็ดค่อนข้างจะหย่อนจัง? ถ้าคุณตึงไปแล้วคุณทำได้ก็โอเค เป็นผลดีต่อตัวคุณ แต่ถ้าคุณตึงไปแล้วคุณทำไม่ได้ มันก็ไม่เป็นผลอะไรเลย ก็เหมือนๆเดิม เอาที่พอเหมาะพอควร ได้ผลดีทีละนิดๆอย่างนี้ดีกว่าไหม
ม.6เป็น ปีสุดท้ายแล้วก็ใช้ให้คุ้มค่า แล้วแต่คนๆไป อยากทำอะไรก็ทำ อยากบ้าหลุดโลกก็ทำเลย(ไม่ได้ยุนะ อย่าบ้าเกินล่ะ)  แต่ก็ต้องรู้ด้วยว่าตัวเองมีข้อจำกัดอะไรที่ตรงไหน

เพื่อนพ่อแม่ พี่น้อง คุณครู คนรู้จัก มีเยอะแยะ ถามเขาเข้าไป ปรึกษาเขาเข้าไป  คนตรงป้ายรถเมล์ก็ยังคุยได้ อย่าเครียดมากค่ะ
จบการย้อนอดีตแต่เพียงเท่านี้เขียนไปเขียนมาอย่างยาว รู้สึกเหมือนจะลืมอะไรไปแล้วด้วยแฮะ -   -
ขอบ คุณหนังสือทุกเล่มที่เป็ดไปยืนแอบอ่านในร้านหนังสือแล้วจำเอามาใช้กับตัวเอง ขอบคุณครูอาจารย์ รุ่นพี่รุ่นน้อง เพื่อน คนรู้จักที่เป็ดไปแฮ๊บเอาเทคนิคมาใช้แบบเปื่อยๆลืมๆว่าเอามาจากไหน^^”(มาทวงได้นะ)   

  เรื่องดีๆๆ  จาก   http://yellowducky.exteen.com

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น