เรียนอย่างไรในยุค ปริญญาล้นประเทศ


โดย อ.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์


ประเทศเราทุกวันนี้จะมีคนจบปริญญาตรีประมาณปีละ 600,000 คน 
มีบัณฑิตจบใหม่มากมายที่หางานทำไม่ได้
เพราะส่วนมากจะจบจากคณะสาขาด้านศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์
(ปีละมากกว่า 400,000 คน) ซึ่งเกินความต้องการของตลาดแรงงานในบ้านเรา
หลายคนตกงาน บางคนเรียนต่อ ที่รองานไม่ไหวก็ต้องไปทำงานไม่ตรงวุฒิ หรือต่ำกว่าวุฒิ
 
 UploadImage
 
ส่วนที่จบด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็จะมีโอกาสหางานได้ง่ายขึ้นมาหน่อย
 
แต่ก็ต้องมีความสามารถจริง เพราะจำนวนที่จบด้านนี้ก็ประมาณ 2 แสนคน
ซึ่งล้นตลาดเช่นเดียวกัน
 
สาขาที่จะมีตลาดงานรองรับแน่นอน จะมีเฉพาะบัณฑิตในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพครับ
น้องๆ ที่จบจากคณะ แพทย์ เภสัช  ทันตะ เทคนิคการแพทย์ พยาบาล หางานไม่ยาก
เพราะที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยต่างๆ มีการเปิดรับน้อย
ช่วงนี้จึงมีคนที่จะจบด้านนี้รวมกันทั้งประเทศก็แค่ปีละไม่เกิน 30,000 คน
 
ดังนั้นน้องๆ ที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย คงต้องปรับตัวกันบ้างล่ะครับ
 
อย่าไปเข้าใจผิด คิดว่าจบแล้วจะเอาปริญญาไปเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
สมัครงานทำได้ง่ายๆ เหมือนสมัยก่อน 
 
ในยุคปริญญาล้นประเทศอย่างนี้ เราจึงควรใช้เวลาที่เรียนอยู่อย่างมีเป้าหมายครับ
เป้าหมายของเรา ไม่ใช่เรียนเพื่อ สอบ  
สอบเพื่อจบ 
และจบเพื่อปริญญา 
 
แต่
 
เป้าหมายเราที่ควรจะเป็น คือ เรียนเพื่อพัฒนาคุณค่าในตนเอง
เพราะ ถึงแม้ว่าปริญญาจะล้นประเทศ  แต่บัณฑิตที่มีคุณค่านั้นขาดแคลนจริงๆ
ผมมีคำแนะนำง่ายๆ ให้ลองไปปรับ ปรับวิธีคิด เปลี่ยนวิธีดำเนินชีวิต เพื่ออนาคตของเราเองครับ
 
ลองมาลงทะเบียนหลักสูตร พัฒนาคุณค่าของเราเอง
เป็นหลักสูตรที่เราคิดเอง เรียนรู้เอง และให้เกรดตัวเอง
หลักสูตรนี้มี 4 วิชาครับ
 
1.วิชาชอบ 
คือชอบอะไรสนใจอะไรก็แบ่งเวลาไปทำในเรื่องที่ตนเองชอบนะครับ
อย่ามัวแต่ เรียน สอบ และ เที่ยวไปวันๆ
สิ่งที่เราชอบ ถ้าชอบมันจริงศึกษาจริง บางทีมันจะเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานในอนาคตครับ
 
มีรุ่นน้องคนหนึ่งเรียนสังคม ภูมิศาสตร์ แต่ชอบถ่ายรูปมาก ถ่ายจริงจัง
พอจบมาก็ไม่ได้ไปทำงานด้านที่เรียนหรอกครับ
แต่ไปเป็นช่างภาพนิตยสาร ตอนนี้กลายเป็นช่างภาพ National Geographic
กลายเป็นช่างภาพระดับโลก 
 
มีนักศึกษามาคุยกับผมทางเฟสบุค บอกว่าเรียนไม่ดี เพราะเอาเวลาไปเล่นหมากรุก
มาปรึกษาเรื่องเรียนต่อ
ผมก็แนะนำไปว่าให้ศึกษาจริงจังเรื่องหมากรุก ก็จะมีช่องทางหารายได้เลี้ยงตัวได้
คนนี้ก็ได้เป็นนักกีฬาทีมชาติไปแล้วกำลังจะไปแข่งซีเกมส์ที่อินโดนีเซีย และก็รับสอนหมากรุก
มีรายได้ มีความสุขทั้งๆ ที่ยังเรียนไม่จบ  
อาชีพใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความรู้ ความถนัดทางหมากรุกอาจเกิดขึ้นอีกมากมาย
เช่นไปอยู่ในทีมทำเกมส์ (คนเล่นหมากรุกจะมีความถนัดในด้านเกมส์ที่ใช้ความคิด)
ไปอยู่บริษัท Board game online (เช่นหมากต่างๆ ไพ่บริจดิ์)
หรืออนาคตอาจเป็นนักหมากรุกอาชีพระดับโลกก็ได้
 
 
2.วิชาชีพ 
ใครที่เรียนคณะสาขาที่หางานง่ายอยู่แล้วก็อาจไม่ต้องใส่ใจในวิชานี้
แต่ใครที่เรียนในสาขาที่จบแล้วหางานทำยาก ต้องรีบหาวิชาชีพกันต้้งแต่ตอนนี้แล้วครับ
เช่น แบ่งเวลาไปสนใจกิจการครอบครัว
ใครไม่มีธุรกิจ ที่บ้านไม่ได้ค้าขาย ก็ควรหาทางไปฝึกงานที่ตนเองมีความชอบ
อย่ารอจนจบครับ มันช้าไป
ใครสนใจเรื่องทำขนม ทำผม ก็เริ่มเรียนได้เลย อย่างน้อยก็มีอาชีพแน่ มีงานแน่
ถ้าไม่มีใครรับเข้าทำงานก็สามารถหาเลี้ยงตนเองได้
 
 
3.วิชาช่วย 
คือภาษาอังกฤษ จำเป็นที่สุดครับ เพราะตลาดงานที่ใช้ภาษาอังกฤษนั้นกว้างมาก
และรายได้ก็สูง
โอกาสที่เราจะได้ไปทำงานในบริษัทข้ามชาติมีสูงขึ้นทุกวัน
 
หลายบริษัทในยุโรป อเมริกา หันมาจ้างคนอินเดีย คนจีน และคนในเอเซีย
ที่มีความรู้และสามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้
ในบ้านเราก็มีบริษัทข้ามชาติมากมาย และจะมากขึ้นเรื่อยๆ
 
เขตการค้าเสรีอาเซียนก็เป็นอีกโอกาสที่เราจะมีงานดีๆ ถ้าเราใช้ภาษาอังกฤษได้
พวกเราต้องฝึกฝนตนเองให้สามารถอ่านได้ พูดได้ เขียนได้
เริ่มตั้งแต่วันนี้ได้เลยครับ ดูหนัง sub title เป็นภาษาอังกฤษ ดูบอลก็ sound track
เข้าเว็บ อ่านข่าว ให้เป็นภาษาอังกฤษ จะได้ผลกว่าไปลงทะเบียนเรียนภาษา ครับ 
 
การที่เราสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการอ่านเขียน พูดคุยและค้นหาความรู้
จะช่วยให้เราเป็น บัณฑิตที่มีคุณค่าเพิ่ม
อย่างนี้หางานทำได้แน่ครับ
 
 
4 วิชาใช่ 
วิชาสุดท้ายของหลักสูตร เพิ่มคุณค่าให้ตนเองนี้ คือสิ่งที่ผมเป็นห่วงที่สุด
ทุกวันนี้เจ้าของกิจการมักจะบ่นเรื่อง เด็กจบใหม่ไม่สู้งาน
เด็กจบใหม่ขาด Royalty (ความจงรักภักดีต่อองค์กร)
เด็กยุคนี้ขาดความรับผิดชอบ ชอบเบี้ยวงาน เอาตัวรอดไปวันๆ 
 
ดังนั้นจึงอยากบอกพวกเราว่าคนจะประสบความสำเร็จได้ ต้องเป็นคนที่มี คุณธรรม ครับ
ความซื่อสัตย์ ความอดทน การมีน้ำใจ ความกตัญญู ความรับผิดชอบ
สิ่งเหล่านี้จะต้องฝึกฝน จนเกิดผล
เมื่อเกิดผลเราจะยิ่งมั่นใจ และทำต่อไป จนเป็นนิสัย
และสุดท้ายกลายเป็นบุคคลิกภาพของตัวเรา
ใครๆ ก็อยากได้ ลูกน้องที่รับผิดชอบ ใครๆ ก็ยกย่องหัวหน้าที่ซื่อสัตย์ 
 
คนโกงอาจดูเหมือนจะได้เปรียบ อาจคล้ายๆ จะชนะ
แต่มันก็เหมือนในหนังนั่นแหละครับคือตอนจบ คนดีความดีชนะทุกที